ค่าธรรมเนียม Shopee/Lazada/TikTok เทียบกัน ตัวไหนแพง
คำถามว่าตัวไหนแพงตอบด้วยเปอร์เซ็นต์เดียวไม่ได้ เพราะสามแพลตฟอร์มเก็บคนละโครง บทความนี้เทียบให้ดูว่าแต่ละที่เก็บจากอะไร คิดจากฐานไหน ใครจ่ายค่าส่ง และมีรายการเสริมตอนทำโปรเมื่อไหร่ แล้วชี้จุดเอาเลขร้านคุณไปเช็กต่อด้วยเครื่องคำนวณของ Sellnary
Sellnaryปรับปรุงล่าสุด

ถามว่าตัวไหนแพง ตอบด้วยเปอร์เซ็นต์เดียวไม่ได้
ร้านจำนวนมากเทียบค่าธรรมเนียมด้วยการแคปตารางของสามแพลตฟอร์มมาวางข้างกัน แล้วเลือกที่ที่ตัวเลขดูต่ำสุด วิธีนี้เร็วแต่พลาดบ่อย เพราะตัวเลขที่เห็นมักเป็นแค่ชั้นเดียวของค่าธรรมเนียมทั้งหมด
ของจริงมีหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งส่วนที่คิดตามยอดขาย ส่วนที่คิดต่อออเดอร์ และค่าส่งที่บางเดือนร้านเป็นคนจ่าย บางเดือนลูกค้าเป็นคนจ่าย พอรวมทุกชั้นแล้ว อันดับความแพงอาจกลับด้านจากที่เห็นในตารางแผ่นเดียว
หลักที่ใช้ได้ทุกปีมีแค่นี้ อย่าเทียบว่าเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ ให้เทียบว่าเก็บจากฐานอะไร ใครจ่ายค่าส่ง และมีรายการเสริมตอนทำโปรหรือไม่ เข้าใจสามข้อนี้ก่อน แล้วค่อยเอาเลขร้านตัวเองไปลอง
ภาพรวม — สามแพลตฟอร์มเก็บคนละโครง
Shopee, Lazada และ TikTok Shop เป็นตลาดกลางเหมือนกัน แต่โครงค่าธรรมเนียมอยู่คนละแบบ รายการที่เจอแทบทุกร้านคือค่าคอมมิชชันตามยอดขาย ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน ค่าบริการที่เกี่ยวกับออเดอร์ และค่าจัดส่งบางส่วนที่ร้านอาจต้องออกเอง
สิ่งที่ทำให้เทียบยากคือแต่ละรายการนับจากฐานไม่เหมือนกัน บางรายการโตตามยอดขาย บางรายการเก็บเท่าเดิมทุกออเดอร์ไม่ว่าชิ้นนั้นจะถูกหรือแพง และบางรายการโผล่มาเฉพาะเดือนที่เข้าร่วมโปรโมชัน
อัตราแต่ละรายการเปลี่ยนบ่อยตามหมวดสินค้า ระดับร้าน และแคมเปญ วิธีที่ปลอดภัยคือดูอัตราล่าสุดของปี 2026 จากศูนย์ผู้ขายทางการของแต่ละแพลตฟอร์มโดยตรง เช่น ศูนย์ผู้ขาย Shopee ศูนย์ผู้ขาย Lazada และศูนย์ผู้ขาย TikTok Shop ประเทศไทย แล้วเอามาเทียบเป็นโครง ไม่ใช่จำตัวเลขไปใช้ข้ามปี
เทียบกันทีละมิติ — ฐานที่คิด คนจ่ายค่าส่ง รายการเสริม
ฐานที่คิด — ยอดขาย ต่อออเดอร์ หรือต่อชิ้น
มิติแรกที่ต้องแยกคือค่าธรรมเนียมแต่ละชั้นนับจากอะไร ถ้านับจากยอดขาย ยิ่งตั้งราคาสูงยอดที่ถูกหักเป็นเงินก็สูงขึ้นตาม ถ้านับแบบต่อออเดอร์ สินค้าถูกจะเจ็บกว่าสินค้าแพงเพราะหักเท่าเดิมทุกครั้ง และถ้านับแบบต่อชิ้น ยอดขายหลายชิ้นในออเดอร์เดียวจะโดนมากกว่าออเดอร์ชิ้นเดียว
ร้านที่ขายของราคาต่างกันมากจึงใช้ข้อสรุปชุดเดียวกันไม่ได้ ของชิ้นละไม่กี่สิบบาทแพ้ตรงรายการต่อออเดอร์ ส่วนของชิ้นละหลายร้อยแพ้ตรงรายการที่โตตามยอดขาย วิธีดูคือเปิดหน้ารายการยอดเงินของร้านตัวเอง เทียบว่ายอดขายสูงขึ้นแล้วรายการไหนโตตาม ยอดขายเท่าเดิมแต่แยกหลายออเดอร์แล้วรายการไหนเพิ่ม
ใครจ่ายค่าจัดส่ง
มิติที่สองคือค่าส่ง ซึ่งเป็นจุดที่คนเทียบผิดบ่อยที่สุด ทั้งสามแพลตฟอร์มมีค่าส่งที่ผู้ซื้อจ่ายเป็นหลัก แต่มีส่วนที่ร้านต้องออกเองซ่อนอยู่ เช่น ส่วนเกินจากที่แพลตฟอร์มช่วยออก ค่าส่งของออเดอร์ที่ร้านกดส่งฟรีให้ลูกค้า และค่าส่งช่วงแคมเปญที่เงื่อนไขเปลี่ยน
ถ้าร้านตั้งค่าส่งเป็นศูนย์เพื่อให้ดูน่าซื้อ แต่จริงมีส่วนที่ร้านจ่าย เงินส่วนนั้นคือต้นทุนที่ต้องนับ อย่าดูแค่ว่าแพลตฟอร์มไหนค่าส่งถูก ให้ดูว่าออเดอร์แบบที่ร้านขายจริง ใครเป็นคนจ่ายส่วนไหนบ้าง แล้วนับเฉพาะส่วนที่ร้านจ่ายเป็นต้นทุนของร้าน
รายการเสริมเฉพาะช่วงโปรโมชัน
มิติที่สามคือรายการที่โผล่มาเฉพาะตอนทำโปร ทั้งคูปองที่ร้านร่วมจ่าย ส่วนลดที่แพลตฟอร์มออกให้บางส่วน และค่าบริการของเครื่องมือกระตุ้นยอดขาย รายการพวกนี้ไม่มีในเดือนปกติ แต่มีในเดือนแคมเปญ
ข้อที่ต้องระวังคือเดือนโปรยอดขายมักโตแต่กำไรหด เพราะรายการเสริมพวกนี้หักเพิ่มจากโครงปกติ ถ้าเทียบค่าธรรมเนียมด้วยยอดเดือนโปรกับเดือนปกติปนกัน จะได้ข้อสรุปว่าแพลตฟอร์มไหนแพงผิดไปทั้งก้อน ให้แยกดูยอดเงินของเดือนปกติกับเดือนโปรคนละรอบเสมอ
เช็กลิสต์ก่อนเทียบ — ถามสามข้อนี้ทุกครั้ง
ก่อนจะสรุปว่าที่ไหนแพงกว่า ให้ตอบสามข้อนี้กับทุกรายการที่ถูกหัก
| คำถาม | ดูจากไหน |
|---|---|
| รายการนี้นับจากฐานอะไร | หน้ารายการยอดเงิน เทียบยอดขายกับยอดที่ถูกหัก |
| ค่าส่งส่วนนี้ใครจ่าย | รายละเอียดออเดอร์ แยกส่วนที่ร้านออกเอง |
| เป็นรายการปกติหรือเฉพาะตอนทำโปร | เทียบยอดเดือนปกติกับเดือนแคมเปญ |
ส่วนอัตราปัจจุบันของแต่ละรายการ ดูจากศูนย์ผู้ขายทางการของแต่ละแพลตฟอร์ม ปี 2026 โดยตรง ไม่ต้องจำตัวเลขข้ามปี
ตอบครบสามข้อแล้วจะเห็นเองว่าโครงของสามที่ต่างกันตรงไหน ไม่ต้องจำตัวเลขทั้งตาราง แค่รู้ว่าร้านตัวเองแพ้ตรงมิติไหน แล้วเลือกที่ที่โครงเข้ากับของที่ขาย
วิธีเทียบให้แฟร์ — ใช้ยอดจริงเดือนที่แล้ว
วิธีเทียบที่แฟร์ที่สุดไม่ใช่เทียบโบรชัวร์ แต่เทียบด้วยยอดเงินจริงของร้านตัวเอง เปิดยอดที่ได้รับเดือนล่าสุด ดูว่าถูกหักอะไรไปบ้าง แล้วรวมเป็นค่าธรรมเนียมรวมต่อชิ้นของร้าน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์กลางของตลาด
พอได้ค่าธรรมเนียมรวมของร้านแล้ว เอาไปเช็กต่อด้วยเครื่องคำนวณของ Sellnary ซึ่งใช้เลขร้านคุณจริง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของใคร
- อยากรู้ว่าต้องตั้งราคาเท่าไหร่ถึงจะไม่เข้าเนื้อ ใช้ เครื่องคำนวณราคาขาย กรอกต้นทุนกับค่าธรรมเนียมรวมที่เพิ่งรวมมา แล้วดูราคาที่ต้องตั้ง
- อยากรู้ว่ายอดที่ขายไปแล้วเหลือกำไรจริงเท่าไหร่ ใช้ เครื่องคำนวณกำไร กรอกยอดขายจริงกับต้นทุนจริง แล้วดูว่าเหลือเท่าไหร่
- อยากรู้ว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้มที่เสียไป ใช้ เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุน ดูเส้นต่ำสุดที่ร้านต้องเอาชนะ
ห้ากับดักที่ทำให้เทียบผิด
แม้เข้าใจโครงแล้ว ร้านจำนวนมากยังเทียบผิดเพราะกับดักเหล่านี้
- เทียบแค่ค่าคอมมิชชันชั้นเดียว — เห็นชั้นที่โชว์ในตารางแล้วหยุด ไม่นับค่าชำระเงินกับค่าบริการที่หักเพิ่มทุกออเดอร์
- ลืมนับรายการต่อออเดอร์ — ร้านที่ขายของถูกโดนรายการคงที่ต่อครั้งหนักกว่าที่คิด ยิ่งแยกหลายออเดอร์ยิ่งเจ็บ
- นับค่าส่งผิดฝั่ง — คิดว่าลูกค้าจ่ายทั้งหมด ทั้งที่ร้านออกส่วนเกินกับค่าส่งฟรีเอง เงินหายตรงนี้ทุกเดือน
- เอายอดเดือนโปรเทียบเดือนปกติ — เดือนแคมเปญมีรายการเสริมที่เดือนปกติไม่มี เทียบข้ามกันแล้วสรุปผิด
- ใช้อัตราเก่าข้ามปี — จำตัวเลขปีก่อนมาเทียบปีนี้ ทั้งที่แพลตฟอร์มปรับโครงทุกปี เลขเก่าคือเลขผิด
สรุป — เทียบโครงทุกไตรมาส ทบทวนทุกครั้งที่ประกาศเปลี่ยน
สรุปเป็นขั้นตอนสั้นที่ใช้ได้ทุกไตรมาส เริ่มจากเปิดยอดเงินจริงของร้าน ดูว่าแต่ละรายการนับจากฐานอะไร ใครจ่ายค่าส่ง และเป็นรายการปกติหรือเฉพาะตอนทำโปร จากนั้นรวมเป็นค่าธรรมเนียมรวมต่อชิ้นของร้าน แล้วเอาไปเช็กราคาขาย กำไรจริง และจุดคุ้มทุนด้วยเครื่องคำนวณ
ข้อที่ต้องจำคือค่าธรรมเนียมเปลี่ยนทุกปี โครงที่เทียบไว้ปี 2026 ไม่ควรใช้ต่อไปเรื่อยโดยไม่ทบทวน กลับมาดูศูนย์ผู้ขายทางการของแต่ละแพลตฟอร์มทุกครั้งที่มีประกาศปรับ แล้วเก็บวันที่อัปเดตไว้กับบทความนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอใช้โครงเก่าตัดสินใจ